หญ้ายา กับตำนานตำรายา 700 ปีของน่าน เรื่องจริงแค่ไหนกันแน่

"หญ้ายา" เป็นทั้งคำไทยทั่วไปและชื่อแบรนด์สมุนไพรที่ผูกเรื่องราวไว้กับพับสาโบราณอายุ 700 ปีของน่าน แต่คำกล่าวอ้างนี้มาจากฝั่งแบรนด์เองเท่านั้น มาดูกันว่าอะไรคือของจริง อะไรคือเรื่องเล่า
หญ้ายา กับตำนานตำรายา 700 ปีของน่าน เรื่องจริงแค่ไหนกันแน่

เคยได้ยินคำว่า "หญ้ายา" ไหมครับ ถ้าเป็นคนเหนือหรือเคยไปเดินตลาดสมุนไพรแถวน่าน เชียงใหม่ คำนี้น่าจะคุ้นหูอยู่บ้าง เพราะจริงๆ แล้ว "หญ้ายา" เป็นคำไทยทั่วไปธรรมดาๆ เลยครับ แปลตรงตัวว่า "พืชสมุนไพร" หรือ "หญ้าที่เอามาทำยา" ไม่ได้เป็นคำที่ใครจดลิขสิทธิ์ไว้ ใครจะพูดจะใช้ก็ได้

แต่ในอีกความหมายหนึ่ง "หญ้ายา" ก็คือชื่อแบรนด์สมุนไพรของบริษัทหนึ่ง คือ YAYA (yaya.co.th) ที่หยิบคำธรรมดาคำนี้มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ แล้วผูกเรื่องราวเข้ากับภูมิปัญญาสมุนไพรของจังหวัดน่าน ทางแบรนด์เองยังเล่าไว้ในเว็บไซต์ด้วยว่าคำว่า "หญ้ายา" อาจมีรากมาจากคำจีนว่า "เอี้ยเฉ่า" (藥草 หรือ yàocǎo) ที่แปลว่าสมุนไพรเหมือนกัน น่าสนใจตรงที่คำคำเดียวมันมีทั้งความหมายกว้างๆ แบบภาษาไทยทั่วไป และความหมายเฉพาะแบบชื่อแบรนด์ซ้อนกันอยู่แบบนี้ วันนี้เลยอยากชวนมาเจาะเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์นี้กันครับ ทั้งส่วนที่เป็นเรื่องเล่าน่าทึ่ง และส่วนที่เราควรอ่านแบบตาไม่ปิดสักหน่อย

ตำนานพับสา 700 ปี ที่แบรนด์เล่าไว้

เรื่องราวที่ YAYA ใช้เล่าเป็นหัวใจของแบรนด์คือเรื่อง "พับสา" ครับ พับสาคือเอกสารโบราณแบบล้านนา เขียนด้วยอักษรธรรมล้านนา (ตัวเมือง) ลงบนกระดาษที่ทำจากเปลือกไม้ปอสาหรือข่อย พับเป็นชั้นๆ ไปมาคล้ายสมุดข่อย ทางแบรนด์บอกว่าพับสาเล่มที่เป็นต้นเรื่องของพวกเขานั้นมีอายุกว่า 700 ปี เป็นตำรายาที่บันทึกสูตรและองค์ความรู้การใช้สมุนไพรของคนล้านนาไว้

ถ้าฟังเผินๆ เรื่องนี้ก็สอดคล้องกับสิ่งที่รู้กันทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนาอยู่นะครับ เพราะในอดีต ตำราสมุนไพรแบบพับสาแบบนี้มักจะถูกเก็บรักษาไว้ในวัด อยู่ใน"หีบธรรม" ที่ใช้เก็บคัมภีร์สำคัญ หรือไม่ก็ตกทอดกันมาเป็นสมบัติของตระกูล ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในฐานะภูมิปัญญาประจำครอบครัว นี่คือรูปแบบการเก็บรักษาความรู้แบบล้านนาที่มีการบันทึกไว้จริงในทางวิชาการ ไม่ใช่เรื่องที่แบรนด์คิดขึ้นมาเองลอยๆ

แต่... ขอพูดตรงๆ กันหน่อยนะครับ

ทีนี้มาถึงส่วนที่ผมว่าสำคัญที่สุดของบทความนี้ครับ นั่นคือคำว่า "700 ปี" นี้ ยังเป็นคำกล่าวอ้างของฝั่งแบรนด์เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่มีการยืนยันจากภายนอกครับ

ลองไล่ดูแหล่งข้อมูลที่พูดถึงเรื่องนี้ จะเจอแต่เนื้อหาจากเว็บไซต์ yaya.co.th เอง กับบทความแนวแอดเวอร์ทอเรียล (advertorial) จากสื่ออย่าง BrandThink และ Posttoday ซึ่งอ่านแล้วก็รู้สึกได้ว่าเป็นเนื้อหาเชิงประชาสัมพันธ์แบรนด์ และก็ลิงก์กลับไปที่ yaya.co.th เหมือนกันหมด ไม่ใช่งานข่าวเชิงสืบสวนหรืองานวิชาการที่เป็นอิสระจากแบรนด์ครับ

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่มีแหล่งไหนเลยที่ระบุชัดว่าพับสาเล่มนี้เก็บอยู่ที่วัดไหน ตระกูลไหนเป็นผู้ดูแล หรือมีหลักฐานการตรวจสอบอายุแบบวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจคาร์บอน (carbon dating) หรือการวิเคราะห์ทางบรรพภาษาศาสตร์ (paleography) ที่จะช่วยยืนยันอายุของเอกสารได้ ถ้าจะให้คำกล่าวอ้างแบบนี้น่าเชื่อถือขึ้นจริงๆ สิ่งที่ควรมีคืออย่างน้อยสามอย่างครับ คือ (1) ระบุแหล่งเก็บรักษาที่ตรวจสอบได้ (2) มีนักวิชาการหรือหน่วยงานอิสระเข้าไปตรวจสอบเนื้อหาและรูปแบบตัวอักษร และ (3) มีการตรวจสอบอายุวัสดุทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่ปรากฏให้เห็นในกรณีของ YAYA

แต่ก็อยากบอกไว้ตรงนี้ด้วยว่า การที่ "เอกสารเล่มนี้เล่มเดียว" ยังไม่ถูกยืนยัน ไม่ได้แปลว่าเรื่องตำราสมุนไพรล้านนาทั้งหมดเป็นเรื่องกุขึ้นนะครับ ตรงกันข้ามเลย เพราะคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีงานวิชาการจริงจังในการรวบรวมและปริวรรต (แปลถอดความ) ตำรายาโบราณแบบล้านนา รวมถึงสร้างฐานข้อมูลตำรับยาล้านนาไว้ใช้อ้างอิงด้วย นั่นแปลว่า "ตำรายาแบบพับสาล้านนา" ในฐานะประเภทของเอกสารนั้นเป็นของจริงที่มีการศึกษากันอย่างเป็นระบบครับ เพียงแต่งานวิชาการเหล่านี้เป็นการศึกษาตำราล้านนาในภาพรวม ไม่ได้เจาะจงไปตรวจสอบยืนยันพับสาเล่มที่ YAYA อ้างถึงเป็นการเฉพาะ

พูดง่ายๆ คือ กรอบเรื่องราวที่แบรนด์เล่านั้น "เป็นไปได้" และ "สอดคล้องกับของจริงที่มีอยู่ในวัฒนธรรมล้านนา" แต่ "รายละเอียดเฉพาะของเล่มนี้เล่มนี้" ยังพิสูจน์ไม่ได้จากแหล่งข้อมูลที่เป็นอิสระครับ

แล้ว YAYA ทำอะไรอยู่จริงๆ ในวันนี้

ทีนี้มาดูกันว่าปัจจุบัน YAYA วางตัวเองเป็นแบรนด์แบบไหนครับ สิ่งที่เขาพูดชัดเจนคือ ไม่ได้ขายสมุนไพรสดๆ แบบดั้งเดิม แต่แปลงองค์ความรู้จากตำราเก่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ ทั้งกลุ่มยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง โดยอ้างอิงสมุนไพรที่เชื่อมโยงกับสายความรู้แบบล้านนา เช่น

  • ขมิ้นชัน
  • ฟ้าทะลายโจร
  • พรมมิ
  • ตะไคร้
  • หญ้าเอ็นยืด

ในแง่พันธกิจ แบรนด์ใช้ภาษาที่เน้นเรื่องการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าของจังหวัดน่าน พร้อมกับตั้งเป้ายกระดับสมุนไพรไทยให้ได้มาตรฐานสากล ฟังดูเป็นภาพลักษณ์ที่ผูกกับ "ป่าน่าน" และ "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" อย่างชัดเจนเลยครับ

แต่มีรายละเอียดเล็กๆ ที่น่าเอามาเล่าประกอบไว้ตรงนี้ด้วย คือถ้าไปดูที่อยู่จดทะเบียนของบริษัท จะพบว่าอยู่ที่อาคาร Pegasus True Digital Park ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่น่านครับ ผมไม่ได้บอกว่านี่เป็นเรื่องผิดปกติหรือเป็นการหลอกลวงอะไรนะครับ บริษัทหลายแห่งก็ตั้งสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ธุรกิจเกี่ยวข้องกับต่างจังหวัดเป็นเรื่องปกติมาก แค่อยากตั้งข้อสังเกตไว้อย่างตรงไปตรงมาเฉยๆ ว่าภาพ "ป่าน่าน" ในการเล่าเรื่อง กับที่ตั้งจริงของบริษัท มันเป็นคนละเรื่องกัน ผู้บริโภคที่อยากรู้จักแบรนด์ให้รอบด้านก็ควรรู้ข้อมูลนี้ไว้ด้วยครับ

สรุปแล้วเราควรมองเรื่องนี้ยังไง

ผมว่าเรื่องของ "หญ้ายา" เป็นตัวอย่างที่ดีมากของการอ่านเรื่องราวแบบแบรนด์เล่า (brand storytelling) อย่างมีวิจารณญาณครับ ฝั่งหนึ่งคือ วัฒนธรรมล้านนามีของจริงรองรับอยู่แน่นอน ทั้งเรื่องพับสา หีบธรรม การส่งต่อความรู้แบบตระกูล และงานวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ยืนยันว่าตำราแบบนี้เป็นมรดกทางปัญญาที่มีคุณค่าจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

แต่อีกฝั่งหนึ่ง เมื่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งหยิบเรื่องราวแบบนี้มาเล่าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้าตัวเอง เราก็มีสิทธิ์และควรจะถามกลับด้วยว่า "แล้วหลักฐานที่ยืนยันเรื่องนี้อยู่ที่ไหน" การเคารพภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการอ่านคำโฆษณาอย่างมีสติ ไม่ใช่เรื่องที่ขัดแย้งกันเลยครับ เราเคารพเรื่องราวเก่าแก่ของล้านนาได้เต็มที่ พร้อมๆ กับตั้งคำถามอย่างสุภาพกับใครก็ตามที่เอาเรื่องราวนั้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ให้หลักฐานที่ตรวจสอบได้

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าพับสาเล่มนั้นจะมีอายุ 700 ปีจริงหรือไม่ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือภูมิปัญญาสมุนไพรล้านนาเป็นของมีค่าที่ควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์ต่อไปครับ แค่เวลาเจอเรื่องเล่าแบบนี้จากแบรนด์ไหนก็ตาม ลองถามตัวเองสักนิดว่า "นี่คือข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ หรือเป็นเรื่องเล่าที่แบรนด์อยากให้เราเชื่อ" ก็พอครับ