พิษณุโลกไม่ได้มีแค่พระพุทธชินราช แต่ยังมีขุมทรัพย์สมุนไพรพื้นบ้านที่ซ่อนอยู่

พาไปรู้จักอีกมุมของพิษณุโลกที่ไม่ใช่แค่วัดพระพุทธชินราช แต่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน ตั้งแต่ที่มาชื่อทุ่งแสลงหลวง ตำรับหมอพื้นบ้านนครไทย ไปจนถึงประเพณีอบสมุนไพรที่วัด
พิษณุโลกไม่ได้มีแค่พระพุทธชินราช แต่ยังมีขุมทรัพย์สมุนไพรพื้นบ้านที่ซ่อนอยู่

พูดถึงพิษณุโลก หลายคนคงนึกถึง พระพุทธชินราช เป็นอย่างแรกใช่ไหมครับ ไปไหว้พระขอพร ถ่ายรูปเช็คอิน แล้วก็เดินทางต่อ แต่จริงๆ แล้วพิษณุโลกมีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง "ภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน" ที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตคนแถบนี้มานาน ทั้งในป่าเขา ในตำรับหมอพื้นบ้าน ไปจนถึงในห้องอบสมุนไพรของวัด วันนี้เลยอยากพาไปรู้จักอีกมุมหนึ่งของพิษณุโลกที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนครับ

แสลงใจ ต้นไม้ที่เป็นที่มาของชื่อ "ทุ่งแสลงหลวง"

รู้ไหมครับว่าอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ที่ครอบคลุมพื้นที่อำเภอนครไทยและอำเภอวังทองของพิษณุโลก ต่อเนื่องไปถึงจังหวัดเพชรบูรณ์นั้น เชื่อกันว่าชื่อ "แสลงหลวง" มีที่มาจากต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชื่อ แสลงใจ (Salaeng Jai) ครับ เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ออกผลสีส้มแดงสวยงามสะดุดตา ขึ้นอยู่ในพื้นที่แถบนี้มาแต่ไหนแต่ไร จนกลายเป็นที่มาของชื่อผืนป่าอันกว้างใหญ่แห่งนี้นั่นเองครับ เป็นเกร็ดความรู้เรื่องพรรณไม้กับที่มาของชื่อสถานที่ที่น่าสนใจดีเนอะ

แต่ตรงนี้ต้องขอเตือนกันจริงจังเลยนะครับ เพราะเมล็ดของแสลงใจนั้นมีสารสตริกนินซึ่งเป็นสารพิษ ไม่ใช่สมุนไพรที่เอามากิน ต้ม หรือใช้เป็นยาได้เลยนะครับ ที่พูดถึงในบทความนี้เป็นเพียงเกร็ดความรู้เรื่องพรรณไม้และที่มาชื่อสถานที่เท่านั้น ห้ามเก็บมากินหรือทดลองใช้เด็ดขาด อันตรายถึงชีวิตได้เลยครับ

ข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้ ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านที่ยังมีลมหายใจ

มาที่ตำบลชมพู อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ที่นี่เคยมีการศึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับหมอพื้นบ้านในพื้นที่ ซึ่งพบว่ามีการใช้พืชสมุนไพรมากถึง 146 ชนิด ในตำรับยาพื้นบ้านกว่า 33 ตำรับเลยครับ นับว่าเป็นคลังภูมิปัญญาที่ใหญ่มากทีเดียว

แต่พืชสองชนิดที่หมอพื้นบ้านแถบนี้ใช้บ่อยที่สุดคือ ข้าวเย็นเหนือ (Smilax corbularia) และ ข้าวเย็นใต้ (Smilax glabra) ครับ ทั้งคู่เป็นไม้เถาที่มีรากเป็นหัวใต้ดิน ชาวบ้านมักเรียกรวมกันว่า "ข้าวเย็นทั้งสอง" และนิยมใช้ต้มหรือทำเป็นยาต้มพื้นฐานในตำรับต่างๆ โดยมีความเชื่อแบบดั้งเดิมว่าช่วยเรื่องระบบเลือดและการไหลเวียนในร่างกาย

ขอย้ำตรงนี้ให้ชัดนะครับว่านี่คือ ความเชื่อและองค์ความรู้แบบพื้นบ้านที่สืบทอดกันมา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่พิสูจน์แล้ว งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพืชสองชนิดนี้โดยเฉพาะก็ยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัดครับ ส่วนที่บางเว็บไซต์เชิงพาณิชย์อาจกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น เรื่องการรักษาโรคร้ายแรงต่างๆ นั้น ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่น่าเชื่อถือ จึงไม่ขอนำมากล่าวถึงในที่นี้ครับ

สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ องค์ความรู้แบบนี้ยังคง "มีชีวิต" อยู่จริงๆ ในชุมชนนครไทย ไม่ได้เป็นแค่ตำราเก่าที่เก็บไว้ในตู้ แต่ยังถูกใช้และถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่นในหมู่หมอพื้นบ้านครับ

นครไทย ชุมชนหลากชาติพันธุ์ที่มีปราชญ์ชาวบ้านคอยดูแล

อำเภอนครไทยเองก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันครับ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์อยู่ร่วมกัน ทั้งกลุ่มลาว จีน กะเหรี่ยง กลุ่มที่มีเชื้อสายจากน่าน และกลุ่มลาวไทยต่างๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีองค์ความรู้เรื่องสมุนไพรและการรักษาแบบพื้นบ้านของตัวเอง สั่งสมกันมาเป็นเวลานาน

ทางพื้นที่ยังมีการขึ้นทะเบียน "ปราชญ์ชาวบ้าน" ซึ่งรวมถึงหมอสมุนไพรพื้นบ้านด้วยครับ เป็นเหมือนการรักษาความรู้เหล่านี้ไว้ไม่ให้สูญหาย แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันแบบปากต่อปากเป็นหลัก และมีแนวโน้มจะค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา หากไม่มีการส่งต่อให้คนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง น่าเสียดายไม่น้อยเลยนะครับถ้าความรู้แบบนี้ต้องหายไป

อบสมุนไพรที่วัด ประสบการณ์ที่ใครไปเที่ยวก็ลองได้

ถ้าใครอยากสัมผัสภูมิปัญญาสมุนไพรแบบที่จับต้องได้จริงๆ ไม่ต้องรอค้นตำราที่ไหนไกลเลยครับ เพราะที่พิษณุโลกยังมีประเพณีอบสมุนไพร ที่ชุมชนช่วยกันดูแลอยู่ตามวัดต่างๆ เช่นที่วัดศรีวิสุทธาราม ก็มีห้องอบสมุนไพรที่ใช้สมุนไพรผสมกันหลายชนิด เป็นภูมิปัญญาด้านสุขภาพแบบพื้นบ้านที่ยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน

ถ้ามีโอกาสแวะไปพิษณุโลก ลองแวะไปสัมผัสประสบการณ์อบสมุนไพรแบบชุมชนดูก็น่าสนใจดีนะครับ เป็นกิจกรรมที่เข้าถึงง่าย และได้เห็นภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบใกล้ชิดจริงๆ

ความฝันสู่ "เมืองสมุนไพร" ของพิษณุโลก

อีกเรื่องที่น่าติดตามคือพิษณุโลกกำลังผลักดันตัวเองให้เป็น "เมืองสมุนไพร" ครับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทเมืองสมุนไพรระดับประเทศ ที่เริ่มนำร่องไปแล้วในจังหวัดอย่างเชียงราย สกลนคร ประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฎร์ธานี ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าพิษณุโลกจะพัฒนาต่อยอดจากภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีอยู่แล้วไปในทิศทางไหนครับ

ปิดท้าย

ภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นถิ่นของพิษณุโลกที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแสลงใจ ข้าวเย็นเหนือ-ใต้ หรือประเพณีอบสมุนไพร ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่นี้มีมรดกทางความรู้ที่ลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคิดจริงๆ ครับ อยากชวนทุกคนช่วยกันมองภูมิปัญญาแบบนี้ด้วยความเคารพ เพราะมันคือมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้

สุดท้ายนี้ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า เนื้อหาทั้งหมดในบทความนี้เป็นการเล่าเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นและความเชื่อแบบดั้งเดิม ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากสนใจเรื่องสมุนไพรเพื่อสุขภาพจริงจัง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์แผนไทยที่มีความรู้โดยตรงนะครับ